วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin)

ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) (12 ก.พ. 2351 – 19 เม.ย. 2425)
          ชาลส์ ดาร์วิน เป็นนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้ทำการปฏิวัติความเชื่อเดิม ๆ เกี่ยวกับที่มาของสิ่งมีชีวิต และเสนอทฤษฎีซึ่งเป็นทั้งรากฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ และหลักการพื้นฐานของกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ. เขาตีพิมพ์ข้อเสนอของเขาในปี พ.ศ. 2402 (ค.ศ. 1859) ในหนังสือชื่อ "The Origin of Species" (กำเนิดของสรรพชีวิต), ซึ่งเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา การเดินทางออกไปยังท้องทะเลทั่วโลกกับเรือบีเกิล (HMS Beagle) และโดยเฉพาะการเฝ้าสำรวจที่หมู่เกาะกาลาปากอส เป็นทั้งแรงบันดาลใจ และให้ข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งเขานำมาใช้ในทฤษฎีของเขา

ชาลส์ ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยา

ชาลส์ ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยา
ประวัติ
          ชาลส์ ดาร์วินเกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1809 ที่เมืองชรูเบอรี่ (Shrubbvery) ชรอพไชร์ (Shrophire) ประเทศอังกฤษ (England) ในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยและมีชื่อเสียงครอบครัวหนึ่งของอังกฤษ บิดาของดาร์วินเป็นนายแพทย์ชื่อว่า โรเบิร์ต วอริง ดาร์วิน (Robert Waring Darwin) บิดาของดาร์วินต้องการให้เขาศึกษาวิชาแพทย์ เพื่อเป็นแพทย์ แต่ดาร์วินไม่สนใจการศึกษาไม่ว่าจะวิชาอะไร เขามักใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเที่ยวเล่นยิงนก ตกปลาไล่จับแมลงชนิดต่าง ๆ และใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ บิดาจึงบังคับให้ดาร์วินเรียนวิชาแพทย์ ถึงแม้ว่าดาร์วินจะไม่ต้องการแต่บิดาของเขาก็ยังบังคับให้ดาร์วินเรียนแพทย์ จนได้ ขณะเดียวกันดาร์วินก็ยังคงศึกษาวิชาต่าง ๆ ที่เขาสนใจต่ออีก 1 ปี

          ทางราชนาวีอังกฤษมีโครงการจะออกเดินทางสำรวจสภาพภูมิประเทศ บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งยังไม่มีผู้ใดเคยทำการสำรวจมาก่อน โดยจะใช้เรือหลวงบีเกิ้ล (H.M.S.Beagle) เป็นเรือที่ใช้ในการเดินทางสำรวจ พร้อมกับกับกัปตันวิทซ์รอย (Captain Witzroy) เป็นผู้บังคับการเรือ กัปตันวิทซ์รอยต้องการนักธรรมชาติวิทยาเดินทางไปกับคณะสำรวจครั้งนี้ด้วย กัปตันได้ประกาศรับอาสาสมัครอยู่เป็นเวลานาน แต่ไม่มีผู้ใดสนใจการเดินทางไปกับเรือลำนี้จะต้องออกต่าใช้จ่ายในการเดินทาง ครั้งนี้เองทั้งหมด กัปตันจึงเดินทางไปพบกับศาสตราจารย์เฮนสโลว์ เพื่อขอร้องให้ช่วยหา และศาสตราจารย์เฮนสโลว์จึงนำข่าวนี้มาบอกแก่ดาร์วิน และรับอาสาออกสำรวจดินแดน ทั้งเขาต้องขอค่าใช้จ่ายในการเดินทางในครั้งนี้อีกด้วย แต่พ่อเขาจึงไม่อนุญาตให้เดินทาง ด้วยความเป็นห่วง เขาจึงเดินทางไปหาโจเซียร์ เวดจ์วูด (Josiah Wedgwood) ลุงของเขาจึงไปพูดขอร้องแทนกับพ่อของดาร์วิน ในที่สุดพ่อเขาก็อนุญาตให้ดาร์วินออกเดินทางไปกับเรือหลวงบีเกิ้ลได้

          เส้นทางการเดินทางสำรวจของเรือหลวงบีเกิ้ลเรือหลวงบีเกิ้ลออกเดินทางจากท่า เรือเมืองดาเวนพอร์ต (Davenport Harbor) เมืองพลายเมาท์ (Plymount) ประเทศอังกฤษในวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1831 โดยแล่นเข้ามหาสมุทรแอตแลนติกเลียบไปตามชายฝั่งทางทิศตะวันตกของทวีปแอฟริกา โดยเข้าสู่หมู่เกาะคานาร์ ต่อจากนั้นจึงข้างฝั่งไปยังทวีปอเมริกาใต้เข้าสู่ประเทศบราวิลที่เมืองเรซิ เฟ(Recife) ซัลวาดอร์( Salavdor) และริโอเดอ จาเนโร ( Rio de Janeiro) เพื่อสำรวจลุ่มแม่น้ำอะเมซอน ( Amazon) ต่อจากนั้นก็เข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ในทวีปอเมริกาใต้โดยแล่นอ้มไปทางแหลมฮอร์น (Cape Horn) เพื่อเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ เข้าสำรวจประเทศซิลี ( Chile) เมืองวาลปาเรส (Valparais)  

เส้นทางการเดินทางสำรวจของเรือหลวงบีเกิ้ล

เส้นทางการเดินทางสำรวจของเรือหลวงบีเกิ้ล

          เรือบีเกิ้ลแล่นเรียบชายฝั่งไปจนถึงประเทศเปรู ซึ่งระหว่างทางเรือได้แวะตามเกาะต่าง ๆ มาโดยตลอด เมื่อสำรวจประเทศเปรูเสร็จ เรือบีเกิ้ลออกเดินทางไปยังเกาะตาฮิติ (Tahiti Island) ต่อจากนั้นก็เดินทางสำรวจต่อไปยังตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้ เข้าสู่ประเทศนิวซีแลนด์ (New Zealand) ต่อจากนั้นก็เข้าสู่เกาะแทสมาเนีย (Tasmania Island) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะออสเตรเลีย และเข้าสำรวจประเทศออสเตรเลียในเวลาต่อมา หลังจากเรือได้เดินทางเพื่อเข้าสู่มหาสมุทรอินเดีย ผ่านเกาะสุมาตราและชวา เข้าสู่แหลมมะละกา (Malaga Cape) จากนั้นจึงเข้าสู่เกาะมอริเทียส (Mauritius Island) ซึ่งตั้งอยู่กลางมหาสมุทรอินเดีย และเดินทางต่อมาเรื่อย ๆ จนถึงเมืองปอร์ต หลุยส์ (Port Louis) ผ่านแหลมกูดโฮป (Cape of Good Hope) เข้าสู่เกาะเซนต์เฮเลนา (St. Helena) และเข้าสู่ประเทศบราซิลอีกครั้งหนึ่ง ที่เมืองเปอร์นัมบูโก ( Pernumbugo) ต่อจากนั้นเรือบีเกิ้ลได้เข้าจอดที่อ่าวเปอร์โต ปาร์ยา (PortoPraya) ในหมู่เกาะเคปเวิร์ด (Cape de Verd) และแวะที่เมืองอาโซส (Azores) เป็นแห่งสุดท้ายก่อนเข้าจอดเทียบท่าที่เมืองฟอลมัธ (Falmouth) เมืองท่าทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ ใช้เวลาในการเดินทางครั้งนี้ทั้งหมด 5 ปี โดยถึงประเทศอังกฤษในวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1836

          การเดินทางครั้งนี้ดาร์วินต้องเผชิญกับอาการเมาคลื่น และอาการเจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในแต่ละวัน และสภาพอากาศที่แตกต่างไปจากที่ดาร์วินคุ้นเคย จากการเดินทางครั้งนี้เขามีโอกาสได้พบเห็นพิช สัตว์สภาพภูมิประเทศที่แปลกตา รวมถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันออกไป เช่น เมื่อเรือบีเกิ้ลเดินทางไปถึงหมู่เกาะเคปเวิร์ด และจอดที่ท่าเรือเมืองปราเวีย (Pravia)ดาร์วินได้พบกับพืชเขตร้อน ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น กล้วยหอม ปาล์ม และต้นมะขาม เป็นต้น อีกทั้งเขายังได้เห็นหินสีขาวที่แข็งมาก และจากการวิเคราะห์ดาร์วินสรุปว่าหินสีขาวนี้เกิดจากซากหอย และปะการังจากทะเล ซึ่งต่อมาถูกลาวาไหลลงมาทับอีกชั้นหนึ่ง ทำให้หินมีความเข็งมากเป็นพิเศษต่อจากนั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวโลก ทำให้หินสีขาวดันขึ้นมาอยู่เหนือสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 45 ฟุต
          เมื่อดาร์วินกลับบ้านเขาก็ยังหมกหมุ่นอยู่กับการศึกษาแยกหมวดหมู่ ให้กับซากพืช ซากสัตว์ ที่เขาเก็บมา และในปีเดียวกันได้ตีพิมพ์ผลงานของเขาออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า A Naturalist's Voyage Around the World เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เขาพบเห็นมาตลอดระยะเวลา 5 ปี ในการเดินทางสำรวจโลกไปกับเรือบีเกิ้ล
          หนังสือเล่มสุดท้ายก่อนที่ดาร์วินจะเสียชีวิตในวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1882 ศพของเขาถูกฝังอยู่ที่วิหารเวสเตอร์ ผลงานหนังสือที่ตีพิมพ์ของดาร์วินเป็นผลงานที่มีประโยชน์อย่างมากทั้งทาง ชีววิทยา และมนุษยวิทยา โดยเฉพาะทฤษฎีวิวัฒนาการถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญในวงการชีววิทยา

ชาลส์ กู๊ดเยียร์ (Charles Goodyear)

ชาลส์ กู๊ดเยียร์ (อังกฤษ: Charles Goodyear) นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน (December 29, 1800 – July 1, 1860) ผลงานที่สำคัญคือการประดิษฐ์ยางให้มีคุณภาพดีขึ้น โดยผสมกำมะถันและใช้ความร้อนสูง (Vulcanization)
ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร ยางรถยนต์
ต้นกำเนิดของยางพาราอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ และมีศูนย์กลางการซื้อขายยางพาราอยู่ที่เมืองท่าชื่อ "พารา" ในประเทศบราซิล จึงเป็นที่มาของชื่อยางพารา ยางพาราเป็นพืชสารพัดประโยชน์ ในน้ำยางสีขาวบริสุทธิ์ซ่อนความมหัศจรรย์ไว้อย่างเหลือเชื่อ และยังไม่มีผู้ใดค้นพบความลี้ลับแห่งธรรมชาตินี้ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1831 ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ (Charles Goodyear) ชาวอเมริกัน ก็สามารถไขปริศนาของยางพาราเพื่อให้มนุษย์ชาติได้ใช้ประโยชน์จากมัน อาชีพเดิมของชาร์ลสคือการทำธุรกิจเครื่องมือโลหะ วันหนึ่งเขาเห็นยางเสี่อมสภาพจำนวนมากกองอยู่หน้าโรงงาน ก็รู้สึกเสียดาย จึงเกิดความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะยางเหล่านี้ให้ได้ เขาเฝ้าทดลองหาวิธีที่เหมาะในการแปรรูปน้ำยางให้เป็นยางคุณภาพดีอยู่ตลอด เวลา ชาร์ลสผิดผวังและล้มไม่เป็นท่าอยู่หลายครั้ง แต่ไม่เคยท้อ แม้จะต้องหมดตัว ล้มละลายและมีอันต้องระเห็จไปอยู่ในคุก เขาก็ยังเฝ้าไขปัญหาของยางพาราอย่างสบายอารมณ์ สุดท้ายฝันก็เป็นจริง ชาร์ลส์รู้แล้วว่าต้องใช้ผงแมกนีเซียมและปูนขาวมาผสมกับน้ำยาง ก่อนจะทางด้วยกรดไนตริก ดังน้แล้ว ยางจึงจะแห้งไม่ไหลเยิ้มและไม่แข็งกระด้างด้วย กระนั้นก็ดี ยางที่ได้ยังมีคุณภาพไม่ดีที่สุด ชาร์ลส์จึงคิดค้นต่อไปและพบว่า การเอายางผสมกับกำมะถันแล้งผึ่งด้วยไอน้ำภายใต้ความดันที่พอเหมาะ นานประมาณ 2-4 ชั่วโมง จะทำให้ได้เนื้อยางที่มีคุณภาพดีที่สุด แม้ว่าชาร์ลสจะสามารถทำให้ยางมีคุณภาพดีจนสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นานา ชนิดได้ แต่ตัวเขาเองกลับมีความเป็นอยู่แร้นแค้น เพราะเงินทั้งหมดที่มีทุ่มลงไปให้แก่การทดลองทั้งสิ้น จนปี ค.ศ. 1860 ชาร์ลส กู๊ดเยียร์ ก็จากโลกนี้ไป และทิ้งหนี้สินไว้อีกมากมาย Charles Goodyear.png

ไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday)


          ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมากในปัจจุบัน อีกทั้งยังมีความสำคัญและความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อีกด้วย แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่การสร้างกระแสไฟฟ้าขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ในปัจจุบันกระแสไฟฟ้าผลิตขึ้นได้จากพลังงานหลายรูปแบบ ทั้งน้ำมัน น้ำ ลม และปรมาณู และฟาราเดย์ผู้นี้เองที่ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่เรียกว่า "ไดนาโม (Dynamo)" ซึ่งเป็นต้นแบบของเครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้าในปัจจุบัน
          ฟาราเดย์เกิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1791 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษครอบครัวของเขาค่อนข้างยากจน บิดาของเขามีอาชีพเป็นช่างตีเหล็ก และรับจ้างใส่เกือกม้าทำให้เขาได้รับการศึกษาน้อย ฟาราเดย์ได้รับการศึกษาเพียงชั้นประถมเท่านั้น ก็ต้องลาออกเพื่อหางานทำตั้งแต่อายุ 13 ปี อาชีพแรกของฟาราเดย์ คือ เด็กส่งหนังสือพิมพ์ในร้านขายหนังสือแห่งหนึ่งด้วยความขยัน ต่อมาเจ้าของร้านหนังสือได้ให้ฟาราเดย์มาเย็บปกหนังสือ แทนที่จะต้องออกไปตระเวนข้างนอก ซึ่งเป็นโอกาสที่ทำให้ฟาราเดย์ได้อ่านหนังสือหลายประเภท รวมถึงหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ด้วย ครั้งหนึ่งฟาราเดย์มีโอกาสได้อ่านหนังสือของเจน มาเซต (Jane Marcet) เกี่ยวกับวิชาเคมีชื่อว่า Conversations in Chemistry และหนังสือสารานุกรมบริตันนิกา (Encyclopedia Britannica) ซึ่งมีเรื่องเกี่ยวกับไฟฟ้าด้วยหลังจากนั้นฟาราเดย์ได้ทำการทดลองตามหนังสือ เล่มนี้และจากนั้นฟาราเดย์ก็มีความ ตั้งใจที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ให้ได้ในวันหนึ่ง
Faraday’s first electric generator
          ในปี ค.ศ. 1813 ฟาราเดย์มีโอกาสได้เข้าฟังการปาฐกถาของเซอร์ฮัมฟรี เดวี่ (Sir Humphry Davy) เกี่ยวกับวิชาเคมีที่ราชบัณฑิตยสภา (Royal Institution) ฟาราเดย์ให้ความสนใจฟังปาฐกถาครั้งนี้มากถึงขนาดจดคำบรรยายไว้อย่างละอียด หลังจากนั้นเขาได้ทำการคัดลอดใหม่อย่างเรียบร้อย และใส่ปกอย่างสวยงาม ส่งไปให้เดวี่ พร้อมกับจดหมายอีก 1 ฉบับ ใจความในจดหมายเป็นเรื่องเกี่ยวกับความต้องการจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ของเขา หลังจากนั้นอีก 2 สัปดาห์ความฝันของฟาราเดย์ก็เป็นจริง เมื่อเดวี่ตอบรับจดหมาย พร้อมกับชวนฟาราเดย์ไปทำงานในหน้าที่ผู้ช่วยของเขา แม้ว่าหน้าที่ของฟาราเดย์จะแค่ล้าง หลอดแก้ว อ่างทดลอง หรือล้างเครื่องมือทดลองอื่น ๆ แต่เขาก็รู้สึกดีใจที่ได้ทำงานนี้ เพราะทำให้เขามีโอกาสใกล้ชิดกับนักวิทยาศาสตร์ อย่างเดวี่ และมีโอกาสได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อีกด้วย กาสรที่ฟาราเดย์อ่านหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์
มากมาย ทำให้เขาเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ดีผู้หนึ่ง อีกทั้งเขาเป็นคนละเอียดถี่ถ้วน ช่างจดจำ และขยัน เป็นที่ถูกใจของเดวี่ และได้เลื่อนตำแหน่งฟาราเดย์ให้เป็นเลขาส่วนตัวของเขา มีหน้าที่ติดตาม และบันทึกคำบรรยายในการปาฐกถาของเดวี่ทุกครั้ง จึงนับว่าเป็นโอกาสที่ดีของฟาราเดย์ที่จะได้เดินทางไปในสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งทำให้เขาได้ศึกษางานด้านวิทยาศาสตร์ และมีโอกาสได้รู้จักกับนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน

Faraday’s electro-magnetic induction ring
          ต่อมาในปี ค.ศ. 1816 ภายหลังจากการเดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่ง ทำให้ฟาราเดย์เป็นผู้ที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์มากคนหนึ่งเลยทีเดียว ประกอบกับเขาเป็นที่รักใคร่ของเดวี่ เดวี่จึงให้โอกาสฟาราเดย์ขึ้นแสดงปราฐกถาเกี่ยวกับวิชาเคมี ซึ่งแม้จะเป็นครั้งแรกฟาราเดย์ก็สามารถทำได้ดี หลังจากแสดงปราฐกถาเพียงไม่กี่ครั้ง ประชาชนให้ความสนใจเข้าฟังการปาฐกถาของฟาราเดย์อย่างคับคั่ง ทำให้เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากขึ้น พร้อมกันนั้นเขายังได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการห้องทดลองของราชบัณฑิตยสภา (Royal Institution) อีกด้วยและต่อมาในปี ค.ศ. 1824 ฟาราเดย์ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็น
สมาชิกของราชบัณฑิตยสภาด้วยและในปี ค.ศ. 1833 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสตรจารย์วิชาเคมีประจำราชบัณฑิตยสภา

          ฟาราเดย์มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องไฟฟ้ามาก ครั้งหนึ่งระหว่างที่เขาเป็นเลขานุการของเดวี่ เขาได้ติดตามเดวี่ไปยังกรุงโรม (Rome) ประเทศอิตาลี (ltaly) เขาได้พบกับเคานท์อเลสซานโดรโลตา (Alessandro Volta) นักฟิสิกส์ผู้ค้นพบเซลล์ไฟฟ้า ซึ่งเขาตั้งชื่อว่าโวลตาอิค เซลล์ (Voltaic Cell) โดยการนำเซลล์มาต่อเข้าด้วยกันแบบอนุกรม และประดิษฐ์แบตเตอรี่ไฟฟ้าขึ้น อีกทั้งในระหว่างนั้นมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากได้ทำการทดลองเกี่ยวกับไฟฟ้า เช่น ฮานน์ คริสเตียน เออร์สเตด (Hans Christian Oersted) เกี่ยวกับการนำเข็มทิศเข้าไปใกล้ ๆ กับลวดที่มีกระแสไฟฟ้าอยู่ ปรากฏว่าเข็มทิศหันออกไปในทิศทางอื่นแทนทิศเหนือ นอกจากนี้ยังมีการทอลองของอังเดร มารี แอมแปร์ (Andre Marie Ampere) นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสซึ่งผลการทดลองสรุปได้ว่าไฟฟ้ามีอำนาจทำให้เกิด แม่เหล็ก และสามารถทำให้แท่งเหล็กธรรมดากลายเป็นแม่เหล็กไฟฟ้าได้จากผลงานการทดลองของ นักวิทยาศาสตร์ 2 ท่านนี้ ทำให้ฟาราเดย์มีความสนใจเกี่ยวกับไฟฟ้ามากขึ้นและเริ่มทำการทดลองดูเองบ้าง ปรากฏว่าได้ผลตามนั้นจริง ๆ ทำให้ฟาราเดย์มีความคิดว่าในเมื่อไฟฟ้าสามารถทำให้แท่งเหล็กธรรมดากลายเป็น แม่เหล็กไฟฟ้าได้ เพราะฉะนั้นแม่เหล็กตามธรรมชาติก็น่าจะมีกระแสไฟฟ้าอยู่ ดังนั้นฟาราเดย์จึงทำให้การทดลองโดยการนำลวดมาพันแบบโซเลนอยด์ (Solenoid) คือ ใช้ขดลวดมาพันซ้อนกันจนเป็นรูปทรงกระบอก จากนั้นต่อปลายทั้ง 2 ข้างเข้ากับเครื่องวัดกระแสไฟฟ้าปรากฏว่าเข็มของเครื่องวัดกระแสไฟฟ้าไม่ กระดิก แสดงว่าขดลวดไม่มีกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้นภายในขดลวด และเมื่อดึงแท่งแม่เหล็กออกมาปรากฏว่าเข็มไม่กระดิก จากนั้นฟาราเดย์จึงดึงแท่งแม่เหล็กขึ้นลงหลาย ๆ ครั้งติดต่อกันทำให้เข็มกระดิกไปมาลักษณะเช่นนี้
แสดงว่ามีการเกิดกระแส ไฟฟ้าช่วงนั้น ๆ ขณะที่แม่เหล็กเคลื่อนที่กับขดลวดเรียกว่า "กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ" การทดลองของฟาราเดย์ไม่ได้หยุดแต่เพียงเท่านี้ เขาทำการทดลองต่อไปเนื่องจากเกิดความสงสัยว่า ถ้าสิ่งที่เคลื่อนที่ไม่ใช่แท่งแม่เหล็กแต่เป็นโซเลนอยด์จะทำให้เกิดกระแส ไฟฟ้าหรือไม่ ผลการทดลองปรากฏว่าทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าได้เช่นกันแต่การเคลื่อนที่ตัดกัน ต้องเป็นไปในลักษณะตั้งฉากเท่านั้น จึงจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า ส่วนการเคลื่อนที่แบบขนานกันจะไม่ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า และจากผลการทดลองครั้งนี้ฟาราเดย์ได้นำไปประดิษฐ์เครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้า ชื่อว่า ไดนาโม (Dynamo) ซึ่งเป็นเครื่องที่
เปลี่ยนพลังงานกล เช่น พลังงานไอน้ำ พลังงานลม และพลังงานความร้อน เป็นต้น มาใช้ในการทำให้ขดลวดหมุนเพื่อที่จะเคลื่อนที่ตัดกับเส้นแรงแม่เหล็กในสนาม แม่เหล็ก โดยใช้หลักการเหนี่ยวนำทางแม่เหล็กไฟฟ้า และการที่ไดนาโมจะผลิตกระแสไฟฟ้าออกมาได้มากแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการ คือ
                    1. ความเร็วของขดลวดตัวนำ และแท่งแม่เหล็ก ถ้าเคลื่อนที่ตัดกันเร็วก็จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าการเคลื่อนที่ช้า
                    2. จำนวนขดลวดในโซเลนอยด์ ถ้าจำนวนมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งทำให้เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าได้สูงมากเท่านั้น

          ฟาราเดย์เผยแพร่ผลงานชิ้นนี้ออกไปในปี ค.ศ. 1822 ในหนังสือที่มีชื่อว่า Experimental Researches in Elctriity ต่อมาในปี ค.ศ. 1825 ฟาราเดย์ได้ทำการทดลองต่อไปอีก โดยการนำขดลวดอีกเส้นหนึ่งไปวางไว้ใกล้ ๆ กับขดลวดที่มีไฟฟ้า ปรากฏว่าขอลวดเส้นใหม่มีกระแสไฟฟ้าอยู่ ผลจากการทดลองครั้งนี้ฟาราเดย์สามารถสรุปได้ว่าแม่เหล็กไฟฟ้ามีอำนาจทำให้ เกิด กระแสไฟฟ้าในขดลวดอันที่ 2 ได้ จากการทดลองครั้งนี้เป็นที่มาของหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการแปลงศักย์ไฟฟ้าให้ได้สูงต่ำตามต้องการ และในปีเดียวกันนั้นเขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ
ราชบัณฑิตยสภา (Royal Institution) ต่อมาในปี ค.ศ. 1833 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์วิชาเคมีประจำ ราชบัณฑิตยสภาอีกด้วย

          แม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จทั้งชื่อเสียง และเงินทอง เขาก็ยังไม่หยุดทำการทดลองค้นคว้าต่อไป ฟาราเดย์ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับไฟฟ้า จนในที่สุดเขาสามารถใช้ไฟฟ้าในการแยกธาตุ และชุบโชหะได้เป็นผลสำเร็จ นอกจากนี้แล้วเขายังนำโลหะ 2 ชนิดมาผสมกัน คือ เหล็กและนิกเกิล เพื่อให้มีสมบัติที่เหนียว และไม่เป็นสนิท โดยเรียกโลหะผสมชนิดนี้ว่า สแตนเลส (Stainless) พบสารประกอบเบนซีน และบัญญัติศัพท์ทางไฟฟ้าหลายคำ เช่น ไออน (lon) หมายถึง ประจุอิเล็กโทรด (Electrode) หมายถึง ขั้วไฟฟ้า คาโทด (Cathode) หมายถึง ขั้นลบ แอโนด (Anode) หมายถึง ขั้วบวก เป็นต้น
          ในปี ค.ศ. 1861 ฟาราเดย์ได้ลาออกจากงานในราชบัณฑิตสภา เนื่องจากเขาอายุมากแล้ว อีทั้งสุขภาพก็เสื่อมโทรม หลังจากนั้นอีก 6 ปีเขาก็ล้มป่วย และเสียชีวิตในวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1867

เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ (Edward Jenner)





ใน ปลายศตวรรษที่ 18 ผู้คนจำนวนมากล้มตายด้วยโรคฝีดาษ โรคนี้เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรงและระบาดอย่างรวดเร็ว ผู้ที่รอดตายก็จะมีรอยแผลเป็นตามใบหน้าและร่างกายเป็นรูปุปะน่าเกลียด แม้ในปัจจุบันนี้ในบางประเทศโรคนี้จะสาบสูญไปแล้วก็จริง แต่บุคคลที่เป็นผู้ค้นพบวิธีรักษาให้หายจากโรคนี้ สมควรจะได้รับการยกย่องอย่างสูง บุคคลผู้นั้นก็คือ เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ Edward Jenner นายแพทย์ชาวอังกฤษ เจนเนอร์ เกิดในปีค.ศ. 1749 ที่คลอสเตอร์เชียร์ อังกฤษ เป็นบุตรชายของหมอสอนศาสนา ได้รับการศึกษาทางแพทย์ที่โรงพยาบาลเซนท์จอร์จ ภายหลังจากที่เคยทำงานเป็นลูกมือฝึกหัดนายแพทย์คนหนึ่ง เขาเริ่มเป็นแพทย์เมื่อปี ค.ศ. 1773 เจนเนอร์ต้องไปรักษาคนเป็นโรคฝีดาษบ่อยๆ เขาเริ่มใช้เวลาค้นคว้าเพื่อหาทางที่จะขจัดโรคฝีดาษนี้อย่างเต็มที่ จนกระทั่งวันหนึ่ง เจนเนอร์ได้สังเกตพบว่า พวกหญิงคนงานรับจ้างรีดนมวัว ส่วนมากที่เป็นแผลฝีที่ติดมาจากฝีวัว (Cow pox) นั้น ไม่มีผู้ใดเป็นฝีดาษเลย ทั้งร่างกายของหญิงรีดนมวัวเหล่านี้ก็แข็งแรงดี แต่จะมีแผลฝีวัวติดตามง่ามมือและแขนขาบ้างเล็กน้อย ไม่มีอันตรายร้ายแรงอย่างไร ที่น่าคิดก็คือว่าผู้ที่เป็นฝีวัวเหล่านี้เหตุใดจึงไม่เป็นฝีดาษ ต่อมาวันหนึ่ง ในปี ค.ศ. 1796 หญิงรีดนมวัวที่เป็นแผลฝีวัวเกิดขึ้นที่มือมาให้เจนเนอร์รักษา เขาจึงคัดเอาหนองฝีวัวจากมือผู้หญิงคนนั้นมาเก็บไว้ ภายหลังที่รักษาหญิงนั้นหายจากแผลฝีวัวแล้ว เจนเนอร์ลองเอาหนองฝีวัวนั้นมาทดลองกับเด็กผู้ชายอายุ 8 ขวบคนหนึ่งที่มีสุขภาพสมบูรณ์ดี โดยกรีดผิวหนังที่แขนของเด็กให้เป็นแผลแล้วเอาหนองฝีวัวใส่ลงไป ปรากฏว่าได้ผลดีจริง คือ เด็กคนนั้นไม่เป็นโรคฝีดาษเลย และไม่เป็นอันตรายอย่างไรด้วย เจนเนอร์ได้ทดลองและค้นคว้าในเรื่องนี้อย่างขะมักเขม้น ได้ปรับปรุงเรื่องฝีวัวนี้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จนแน่ใจได้ว่าผลแน่นอนแล้ว เขาจึงได้ประกาศการค้บพบวิธีการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษด้วยวิธีการปฏิบัติของ เขาให้โลกรู้ โดยการพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับการค้นคว้า และทดลองป้องกันไข้ทรพิษอย่างได้ผล เมื่อปีค.ศ. 1798 ในระยะแรกๆ ไม่ค่อยมีคนศรัทธากันนัก แต่ก็ปรากฏว่าในจำนวนผู้ที่เข้ารับการปลูกวัคซีนจากเขาแล้วไม่มีใครเป็น ฝีดาษเลย ในที่สุดวงการแพทย์ทั่วๆไปก็ยอมรับว่า วิธีการปลูกฝีวัวของเจนเนอร์เป็นวิธีที่ป้องกันได้ผลเด็ดขาด รัฐบาลอังกฤษได้อนุมัติเงินจำนวนหนึ่งหมื่นปอนด์ให้แก่เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ในปีพ.ศ. 2346 เพื่อจัดทำหนองฝี ออกใช้ป้องกันโรคไข้ทรพิษ เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1823 ที่บาคลีย์ บ้านเกิดของเขา มีอายุได้ 83 ปี

เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin)

http://อนุตตรธรรม.com/wp-content/uploads/2011/01/v11.png
ประวัติ : รัฐบุรุษ  นักเขียน  และนักวิทยาศาสตร์  เกิด ค.ศ. 1706  ที่เมือบอสตัน  รัฐแมสซาจูเซตส์  สหรัฐอเมริกา  ตาย  ค.ศ.  1790  รวมอายุ  84  ปี
เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2249 ที่กรุงบอสตัน (Boston) ประเทศสหรัฐอเมริกา (United State of America) เป็นลูกคนที่ 15 จากพี่น้องทั้งหมด 17 คน พ่อของเขาเป็นช่างทำสบู่และเทียนไข เป็นผู้ลี้ภัยทางศาสนา มาจากประเทศอังกฤษ ด้วยครอบครัวมีฐานะยากจน เบนจามินจึงมีโอกาสเรียนหนังสือ ที่โรงเรียนใกล้บ้าน เพียงแค่ 2 ปี ก็ต้องลาออก เพื่อมาช่วยกิจการของครอบครัว
เนื่องจากชอบงานด้านหนังสือ พออายุได้ 12 ปี เบนจามินจึงถูกส่งไปอยู่กับเจมส์ แฟรงคลิน (James Franklin) พี่ชายคนโตของเขา ซึ่งทำกิจการโรงพิมพ์นิว อิงแลนด์ เคอร์เรนท์ (New England Current) โดยได้ฝึกงานในตำแหน่งช่างพิมพ์ และฝึกเขียนบทความด้วย แต่ต่อมาต้องลาออก เพราะเบนจามินได้นำงานเขียนของเขา ไปใส่รวมไว้กับงานของนักเขียนคนอื่น เมื่อเจมส์ได้อ่านก็รู้สึกชอบ และตีพิมพ์ โดยไม่รู้ว่าเป็นผลงานของใคร แต่หลังจากที่งานชิ้นนี้เผยแพร่ออกไป จนกลายเป็นที่นิยมของชาวเมือง เบนจามินจึงบอกความจริงกับพี่ชาย ทำให้เจมส์โกรธมาก และไม่ลงยอมลงเรื่องของเขาอีก
หลังจากนั้นเบนจามิน จึงมาอยู่ที่เมืองฟิลลาเดเฟีย (Philadelphia) เพื่อเปิดกิจการโรงพิมพ์เป็นของตัวเอง โดยเริ่มต้นจากการตีพิมพ์หนังสือ เกี่ยวกับข่าวสารและความรู้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงเปลี่ยนมาพิมพ์ หนังสือประเภทปฏิทินพิสดาร (Almanac) ใช้ชื่อว่า Poor Richard โดยเขาเป็นผู้เขียนบทความ ลงในหนังสือเองด้วยนามปากกา Richard Sander
นอกจากนี้เบนจามิน ยังได้พิมพ์หนังสือพิมพ์ ซึ่งใช้ชื่อว่า เพนน์ซิลวาเนีย กาเซท (Pennsylvania Gazette) จนกลายเป็นหนังสือ ที่ได้รับความนิยมมาก หลังจากนั้นจึงได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม และไปที่อังกฤษ เพื่อศึกษางานพิมพ์ ทำให้โรงพิมพ์ของเขา ที่สหรัฐมีความมั่นคงมากขึ้น
เมื่อกิจการดำเนินไปได้ด้วยดี เขาจึงหันมาทำงานเพื่อสังคมบ้าง ด้วยการจัดตั้งห้องสมุดสาธารณะในเมือง และเล่นการเมือง ระหว่างนั้นเอง ที่ทำให้เขามีโอกาสเดินทางไปยังประเทศต่างๆ จนกระทั่งได้พบกับนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งทำการทดลองเกี่ยวกับประกายไฟฟ้า เบนจามินจึงเกิดความสนใจ เรื่องปรากฎการณ์ ทางธรรมชาติของฟ้าแลบ ฟ้าผ่าและฟ้าร้องขึ้นมา
โดยเขาได้สันนิษฐานการเกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า ว่าน่าจะเกิดจากประจุไฟฟ้าบนท้องฟ้า เบนจามิน จึงทำการทดลองครั้งแรกในปี พ.ศ. 2292 โดยใช้ว่าวที่ทำด้วยผ้าแพรแทนกระดาษ ที่มีเหล็กแหลมติดอยู่ที่ตัวว่าว ส่วนปลายสายป่านผูกลูกกุญแจไว้ และผูกริบบิ้นไว้กับสายป่านอีกทีหนึ่ง ทำให้ว่าวของเขากลายเป็นตัวนำไฟฟ้า เมื่อมีฝนตกทำให้สายผ่านเปียก ปรากฎว่ามีประจุไฟฟ้า ไหลลงมาทางเชือกเข้าสู่ลูกกุญแจ แต่เขาไม่ได้รับอันตราย เนื่องจากจับริบบิ้น ซึ่งเป็นฉนวนไฟฟ้าไว้ จากผลการทดลอง สามารถสรุปได้ว่า เกิดขึ้นจากประจุไฟฟ้าบนท้องฟ้า ที่เกิดจากการเสียดสี ระหว่างก้อนเมฆกับอากาศ ทำให้เกิดไฟฟ้าสถิต
หลังจาการค้นพบประจุไฟฟ้าในอากาศ เมื่อปี พ.ศ.2295 แฟรงคลินจึงประดิษฐ์สายล่อฟ้าขึ้น สำเร็จเป็นครั้งแรก เพื่อระบายประจุไฟฟ้าในอากาศบนหลังคา ซึ่งการตั้งสายล่อฟ้าบนหลังคา คนมักเรียกกันติดปากว่า Franklin's Rod โดยเขาไม่ได้นำผลงานชิ้นนี้ไปจดสิทธิบัตร เพราะต้องการให้ทุกคนสามารถทำใช้กันเองได้ และจากผลงานสายล่อฟ้า ทำให้เขาได้รับเชิญ ให้เป็นสมาชิกของราชสมาคมแห่งกรุงลอนดอน (Royal Society of London)
นอกจากนี้เบนจามิน ยังมีผลงานมากมาย ทั้งการเป็นนักเขียน นักการทูต นักการเมือง และนักหนังสือพิมพ์ จนได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นรัฐบุรุษคนสำคัญของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเขาเป็นผู้หนึ่ง ที่ทำให้ประเทศหลุดพ้น จากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และยังเป็นผู้ร่างคำประกาศอิสรภาพอีกด้วย รวมทั้งยังเป็นผู้หนึ่ง ที่ได้ลงนามในสัญญาสันติภาพ ถึงแม้ว่าเขา จะไม่ได้รับตำแหน่งสำคัญทางการเมือง แต่เขาก็ยังเป็นบุคคลสำคัญ ของสหรัฐอเมริกาคนหนึ่ง
 
อีกทั้งเบนจามิน ยังมีความรอบรู้ เรื่องการเกษตร โดยเป็นคนแรก ที่นำวิธีการโรยปูนขาว แก้ความเป็นกรดของดิน มาแนะนำให้กับเกษตรกร
ภายหลังจากการเสียชีวิตในปี พ.ศ.2333 ทรัพย์สินของเขาส่วนหนึ่ง ได้ถูกนำไปสร้างสาธารณประโยชน์ เช่น โรงเรียน บ้านเรือนในบอสตัน และฟิลลาเดเฟีย รวมทั้งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แฟรงคลิน (Franklin Institute Science Museum) และในปี พ.ศ.2443 เขาได้รับการยกย่อง จากสถาบันแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ในฐานะบุคคลผู้สร้างคุณประโยชน์ ให้กับบ้านเมือง 
 
ผลงานที่สำคัญ : ศึกษาหาความจริงเกี่ยวกับไฟฟ้า ในอากาศ  พบประจุไฟฟ้า ในอากาศ และพบว่าไฟฟ้าในอากาศ ทำให้เกิดฟ้าแลบ  ฟ้าร้อง  ฟ้าผ่า  เป็นผู้แนะนำให้รู้จักใช้สายล่อฟ้า ป้องกันฟ้าผ่า 

อริสโตเติล (Aristotle)



10 สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังจากทั่วโลก

10. อริสโตเติล (Aristotle)

          สุดท้ายนี้คือคนที่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกในยุคสมัยเริ่มแรกของ วิทยาศาสตร์อย่างนักวิทยาศาตร์ชาวกรีกซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง 384 - 322 ปีก่อนคริสตศักราชอย่าง อริสโตเติล นั่นเอง ซึ่งเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญรอบด้านในหลายสาขา เช่น ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ วรรณกรรม และชีววิทยา โดยไหวพริบของอริสโตเติลนั้นทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เอกของอัจฉริยะ อย่างเพลโต ตั้งแต่อยู่ในวัย 18 ปี โดยผล งานที่เด่นที่สุดของเขาเห็นจะเป็นด้านชีววิทยา ซึ่งเขาเป็นผู้จำแนกประเภทของสัตว์ตามลักษณะออกเป็น 2 ประเภท คือ พวกที่มีกระดูกสันหลังและพวกที่ไม่มีกระดูกสันหลัง ทำให้ผู้คนนับถือความสามารถจนได้เป็นพระอาจารย์และพระสหายสนิทของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช

กูกลิเอลโม มาร์โคนี (Guglielmo Marconi)



10 สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังจากทั่วโลก

9. กูกลิเอลโม มาร์โคนี (Guglielmo Marconi)

          นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีซึ่งเกิดเมื่อวันที่  25 เมษายน ปี 1874 และเสียชีวิตลงในขณะอายุ 63 ปี เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ปี 1937 คนนี้ คือคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตวิทยุคนแรกของโลกอย่างเป็นทางการ ซึ่ง กูกลิเอลโม มาร์โคนี ก็ได้ฉายแววความฉลาดมาตั้งแต่เด็กจากการสนใจเรื่องไฟฟ้าอยู่เสมอ จนพ่อของเขาสนับสนุนด้วยการจ้างครูพิเศษมาสอนเรื่องไฟฟ้าให้กับเขาโดยเฉพาะ และจากความสำเร็จของผลงานชิ้นสำคัญนี้ก็ได้เปลี่ยนเขาให้กลายเป็นเศรษฐีจากการเปิดบริษัทวิทยุโทรเลขมาร์โคนีในที่สุด